GrabSchool
มัธยม

ezgif.com-video-to-gif (7).gif

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชั้นเรียนมัธยม

ชั้นเรียนสำหรับพาร์ทเนอร์ผู้ใฝ่รู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะทางภาษา และการเงิน




สารบัญ

บทหนึ่ง: Language Class ห้องเรียนสอนภาษา

พบกับบทเรียนใหม่ได้ทุกวันจันทร์นะคะ 😊

⧁ วิธีถาม-ตอบเรื่องสี (1), (2), (3)

⧁ การสื่อสารกับผู้โดยสาร (1), (2), (3)



⧁ การสร้างบทสนทนาอย่างสั้นเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป (1), (2)
, (3)

บทสอง: บริหารการเงิน และการลงทุน


⧁ บัญชีรายรับ-รายจ่าย เรื่องสำคัญ

⧁ เริ่มต้นที่การออม

⧁ ทางเลือกการลงทุน และระดับความเสี่ยง

⧁ ประเมินตนเอง และการลงทุนที่เหมาะสม

⧁ ก่อนการลงทุน

⧁ สิทธิลดหย่อนภาษี


บัญชีรายรับ-รายจ่าย เรื่องสำคัญ



การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราสามารถตรวจสอบสภาพคล่องทางการเงินและมองเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้การมีบันทึกรายรับและรายจ่ายยังช่วยในการวางแผนการเงินในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทไว้ล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือ การออมรายได้ไว้ส่วนหนึ่งสำหรับแผนการในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการเงินในปัจจุบัน

วิธีทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

1. บันทึกรายรับ โดยแบ่งประเภทเป็นรายรับหลัก หรือรายได้ที่เข้ามาอย่างสม่าเสมอทุกเดือน และรายรับเสริม
2. บันทึกรายจ่าย โดยแบ่งประเภทเป็นรายจ่ายคงที่ หรือรายจ่ายที่ต้องจ่ายสม่ำเสมอทุกเดือน และรายจ่ายผันแปร เช่น ค่าท่องเที่ยว ค่ารักษาพยาบาล
3. กำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทล่วงหน้า เช่น ค่าอาหาร ไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท, ค่าเครื่องดื่มไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท

ตัวช่วยในการทำบัญชี

พาร์ทเนอร์สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสำหรับทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเหล่านี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ App Store สำหรับ iOS และ Play Store สำหรับ Android

- Money Lover: Expense Tracker
iOS | Android (คลิกเพื่อดาวน์โหลด)

- Spendee: Budget & Money Planner
iOS | Android (คลิกเพื่อดาวน์โหลด)

- Money Pro: Personal Finace
iOS | Android (คลิกเพื่อดาวน์โหลด)

นอกจากนี้พาร์ทเนอร์ควรกันเงินส่วนหนึ่งเพื่อออมไว้สำหรับอนาคต ไม่ว่าจะเพื่อลงทุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เพื่อใช้จ่ายยามเกษียณ หรือเพื่อแผนการในอนาคต

กลับสู่สารบัญ



เริ่มต้นที่การออม

หลังจากที่พาร์ทเนอร์เริ่มต้นทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย สิ่งต่อมาที่พาร์ทเนอร์ควรทำคือการออม การแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งเก็บสะสมไว้จะช่วยให้พาร์ทเนอร์มีเงินก้อนไว้ใช้ ไม่ว่าจะสำหรับยามฉุกเฉิน ยามเกษียณ แผนการในอนาคต หรือการลงทุน พาร์ทเนอร์อาจเริ่มการออมที่ 10% ของรายได้ต่อเดือน โดยแยกเงินส่วนนี้ไว้ตั้งแต่มีรายได้เข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้เงินจำนวนนี้ไปกับค่าใช้จ่ายอื่น

จุดประสงค์ และรูปแบบการออมเงิน

จุดประสงค์ของการออมเงินที่แตกต่างกันจะเป็นตัวกำหนดว่าพาร์ทเนอร์ควรออมเงินในรูปแบบไหน หากพาร์ทเนอร์ออมเงินไว้เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน พาร์ทเนอร์ควรออมเงินไว้ในรูปแบบที่มีสภาพคล่อง สามารถถอนเงินออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ เช่น บัญชีออมทรัพย์ แต่หากพาร์ทเนอร์ต้องการออมเงินไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณ หรือเพื่อแผนการในอนาคต พาร์ทเนอร์อาจเลือกฝากเงินไว้ในบัญชีฝากประจำรายเดือนแบบปลอดภาษีในระยะเวลาที่ต้องการ การออมในรูปแบบนี้จะช่วยฝึกวินัยทางการเงินที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์ เนื่องจากจะต้องฝากเงินเป็นประจำทุกเดือน และจะไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ก่อนครบระยะเวลาที่กำหนดได้

พาร์ทเนอร์ควรศึกษาข้อมูลบัญชีเงินฝากประจำจากธนาคาร โดยเลือกบัญชีที่มีระยะเวลาฝากประจำใกล้เคียงกับระยะเวลาที่พาร์ทเนอร์ต้องการออมมากที่สุด สำหรับพาร์ทเนอร์ที่ต้องการออมระยะสั้น-กลาง แกร็บขอแนะนำ บัญชีเงินฝากทวีทรัพย์แบบปลอดภาษีจากธนาคารกสิกรไทย ที่มีระยะเวลาฝาก 24 เดือน โดยกำหนดเงินฝากขั้นต่ำไว้ที่ 500 บาท และต้องฝากเป็นจำนวนที่เท่ากันทุกเดือนตลอดระยะเวลาฝากที่กำหนด ส่วนผลตอบแทนที่พาร์ทเนอร์จะได้รับคืออัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 2.25% ต่อปี

กลับสู่สารบัญ



ทางเลือกการลงทุน และระดับความเสี่ยง



ขอบคุณข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สลากออมสิน

การออมเงินรูปแบบหนึ่งที่ผู้ซื้อนำเงินไปฝากกับธนาคารและรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นที่ฝากเมื่อครบกำหนด รวมถึงมีโอกาสลุ้นรางวัลในแต่ละงวดจนกว่าจะขายสลากคืน สลากออมสินมีทั้งแบบ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท หรือ 5 ปี หน่วยละ 100 บาท และแบบดิจิทัล 3 ปีที่สามารถฝากถอนและทำรายการผ่าน mobile banking ได้ อย่างไรก็ตามผู้ซื้อต้องถือสลากให้ครบกำหนดถึงจะได้เงินต้นคืนครบจำนวน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก)

กองทุนรวมตราสารหนี้

กองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนโดยผู้ลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้ การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน สามารถรับมีความเสี่ยงได้เล็กน้อย และต้องผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินออม

พันธบัตร

พันธบัตรคือหน่วยการลงทุนที่เป็นตราสารหนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ผู้ถือพันธบัตรมีฐานะเป็นผู้ให้กู้ของผู้ออกธบัตร การลงทุนในพันธบัตรที่ได้รับการค้ำประกันจากกระทรวงการคลังถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ระยะเวลาสั้น และมีผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก)

หุ้นกู้

หน่วยลงทุนที่ออกโดยบริษัทเอกชนซึ่งถือเป็นผู้กู้เพื่อเป็นการยืมเงินจากผู้ซื้อหรือผู้ถือหุ้นกู้ โดยผู้ซื้อจะได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนในอนาคต และได้รับดอกเบี้ยเป็นรายงวดตามที่ผู้กู้กำหนด

กองทุนรวมหุ้น

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น โดยหุ้นในที่นี้หมายถึงการนำเงินไปให้บริษัทเอกชนนำไปลงทุนในกิจการ และผู้ลงทุนได้รับเงินตอบแทนเป็นเงินปันผลจากกำไรที่บริษัทนั้น ๆ ทำเงินได้ เนื่องจากผู้ลงทุนมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการด้วยทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ แต่ในทางกลับกันผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า และการลงทุนในกองทุนรวมจะมีผู้เชี่ยวชาญดูแล จึงไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการลงทุนมากนัก

พาร์ทเนอร์สามารถศึกษาข้อมูลทางเลือกการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

(คลิกเพื่อไปที่เว็บไซต์)

กลับสู่สารบัญ



ประเมินตนเอง และการลงทุนที่เหมาะสม

ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนพาร์ทเนอร์ควรรู้จุดประสงค์และเงื่อนไขในการลงทุนของตนเองอย่างแน่ใจเพื่อเป็นแนวทางในการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะการลงทุนของพาร์ทเนอร์ ในระดับความเสี่ยงที่รับได้ และมีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ต้องการ โดยพาร์ทเนอร์ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

ต้องการลงทุนเพื่ออะไร ?
คาดหวังผลตอบแทนที่ประมาณเท่าไหร่ ?
ระยะเวลาการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคือเท่าไหร่ ?
หากขาดทุนจะรับได้หรือไม่ ?

นอกจากนี้ปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ สถานภาพทางการเงิน ความรู้และประสบการณ์ ก็ล้วนแต่มีผลต่อลักษณะการลงทุนของพาร์ทเนอร์ทั้งสิ้น หากพาร์ทเนอร์มีอายุมาก ความเสี่ยงที่รับได้ย่อมน้อยกว่าพาร์ทเนอร์ที่มีอายุน้อย หรือหากการเงินของพาร์ทเนอร์ขาดสภาพคล่อง และมีภาระเยอะ เงินที่พาร์ทเนอร์จะนำไปลงทุนได้ย่อมจะต่ำ และรับความเสี่ยงได้น้อยกว่ากว่าพาร์ทเนอร์มีที่สถานภาพทางการเงินดี

ประเภทนักลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้แบ่งประเภทนักลงทุนไว้ 3 ประเภท

1. รับความเสี่ยงได้ต่ำ
ยอมรับความผันผวนได้น้อยหรือแทบจะไม่ได้เลยการลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่ การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับพาร์ทเนอร์กลุ่มนี้อาจเป็น เงินฝาก สลากออมสิน พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้

2. รับความเสี่ยงได้ปานกลาง
ยอมรับความผันผวนได้ระดับหนึ่งแต่ต้องไม่มากจนเกินไปเพื่อแลกกับการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และหวังให้เงินลงทุนบางส่วนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับพาร์ทเนอร์กลุ่มนี้อาจเป็น หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น หุ้นสามัญของบริษัทใหญ่ที่มีพื้นฐานดี

3. รับความเสี่ยงได้สูง
ไม่กังวลกับความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างการลงทุนเท่าใดนักเพราะมุ่งหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นรวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโตเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับพาร์ทเนอร์กลุ่มนี้อาจเป็น กองทุนรวมหุ้น หุ้นสามัญของบริษัทใหญ่ที่มีพื้นฐานดี หุ้นสามัญอื่น ๆ กองทุนรวมและหุ้นที่ลงทุนในต่างประเทศ




ก่อนการลงทุน

เมื่อพาร์ทเนอร์ประเมินตนเอง และทราบถึงความเสี่ยง และประเภทการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองแล้ว พาร์ทเนอร์จำเป็นต้องศึกษาสิ่งที่สนใจลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง อย่ารีบร้อนลงทุนหากยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยพาร์ทเนอร์สามารถหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการลงทุน และคำแนะนำเบื้องต้นได้ที่เว็บไซต์เหล่านี้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
https://www.set.or.th
http://www.settrade.com

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินแห่งประเทศไทย
https://www.1213.or.th

WealthMagik ตัวช่วยสำหรับนักลงทุนมือใหม่
www.wealthmagik.com

รวมข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวม
http://www.thaimutualfund.com

Morningstar Thailand
http://www.morningstarthailand.com/th

ในกรณีที่พาร์ทเนอร์ต้องการลงทุนในกองทุนรวม พาร์ทเนอร์ต้องติดต่อขอเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แต่ละแห่ง หรือตัวแทนขายของ บลจ. โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของธนาคาร

กลับสู่สารบัญ



สิทธิการลดหย่อนภาษี

ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง ?

ค่าลดหย่อนและยกเว้นเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในการคำนวณภาษีที่กฎหมายกำหนดให้นำไปหักออกจากเงินได้ได้อีกหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว โดยมีการหักลดหย่อนกรณีต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป สรุปได้ดังนี้

(1) กรณีบุคคลธรรมดา หรือผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี

1. ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

2. คู่สมรส (ไม่มีเงินได้) 60,000 บาท

3. ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ไม่เกิน 120,000 บาท

4. บุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรม หักค่าลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท ต้องเข้าเงื่อนไข ดังนี้
- บุตรชอบด้วยกฎหมาย หักลดหย่อนได้ไม่จำกัดจำนวน
- บุตรบุญธรรม หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน
- กรณีมีบุตรชอบด้วยกฎหมายที่มีชีวิตอยู่จำนวนตั้งแต่ 3 คน จะนำบุตรบุญธรรมมาหักอีกไม่ได้
- กรณีมีบุตรชอบด้วยกฎหมายมีจำนวนไม่ถึง 3 คน ให้นำบุตรบุญธรรมมาหักได้รวมกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน
บุตรที่นำมาหักลดหย่อนต้องไม่มีเงินได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป และเข้าหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
- เป็นผู้เยาว์
- บุตรมีอายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษา
- เป็นผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู
การนับจำนวนบุตรให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร โดยนับรวมบัตรที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการลดหย่อนด้วย

5. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ โดยบิดามารดาต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนไม่เกิน 30,000 บาท หักค่าลดหย่อน คนละ 30,000 บาท และสามารถหักลดหย่อนสำหรับบิดามารดาของคู่สมรสได้อีกคนละ 30,000 บาท

6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ หักค่าลดหย่อน คนละ 60,000 บาท

7. ค่าเบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป) ของผู้มีเงินได้หักค่าลดหย่อนและได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ หากคู่สมรสมีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อน สำหรับเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่หากสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้
(ก) ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษี ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึง มาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
(ข) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษีและภริยาไม่ใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีตามมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
(ค) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษีและภริยาใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามี ตามมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

8. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ บิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เกิน 30,000 บาท

9. เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงในปีภาษี แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท ซึ่งไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างให้หักจากเงินได้

10. เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้รับยกเว้นเท่าที่จ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

11. ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หักค่าลดหย่อนในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ที่นำมาเสียภาษีเงินได้ในแต่ละปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ ต้องเป็นค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปถึงอายุ 85 ปีหรือกว่านั้น และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

12. เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

13. ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมระยะยาวต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน แต่ไม่รวมถึงกรณีผู้มีเงินได้ไถ่ถอนหน่วยลงทุนรวมหุ้นระยะยาว เพราะทุพพลภาพหรือตาย

14. ดอกเบี้ยกู้ยืมที่จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ หรือนายจ้าง สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืม หักค่าลดหย่อนตามจำนวนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

15. เงินสมทบประกันสังคม หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง

16. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และเงินฝากที่จ่ายไว้กับธนาคารที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

17. เงินบริจาค
- เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา หักลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น
- เงินบริจาคสาธารณประโยชน์ หักลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ได้แก่ เงินบริจาคให้แก่กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น เงินบริจาคในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน เงินบริจาคในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวก เงินบริจาคให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการกีฬา และเงินบริจาคเข้าโครงการฝึกอบรมอาชีพและการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดแก้ไข ฟื้นฟู และสงเคราะห์เด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม เงินบริจาคให้กองทุนพัฒนาสิ่งปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนเสริมงานวัฒนธรรม กองทุนเสริมศิลปะร่วมสมัย กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุหรือกองทุนโบราณคดี และเงินบริจาคให้สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชน (แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ)
- เงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ต้องบริจาค ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 2560 และระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม - 31 ตุลาคม 2560 มติ ครม. เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ขยายระยะเวลาให้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
- เงินบริจาคทั่วไป หักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น

เพิ่มเติม

ลดหย่อนตามมาตรการภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

1. ค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (บ้านหลังแรก) หักลดหย่อนสำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ฯ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3,000,000 บาท แต่ไม่เกินร้อยละ 20 ของค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ฯ ที่เป็นอาคารพ้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุด ซึ่งได้จ่ายค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์และมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม 2558 - 31 ธันวาคม 2559 ทั้งนี้ ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเป็นเวลา 5 ปีต่อเนื่องกัน นับแต่ปีภาษีที่มีการาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยให้ใช้สิทธิจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปี

2. ค่าซ่อมแซมบ้านและรถที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย
2.1 ค่าซ่อมแซมบ้าน
ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ที่จ่าย ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2559 - 31 พฤษภาคม 2560 และระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 - 31 ธันวาคม 2560 หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยทรัพย์สินนั้นได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวและอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่เกิดอุทกภัย
2.2 ค่าซ่อมแซมรถ
ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถที่จ่าย ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2559 - 31 พฤษภาคม 2560 และระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 - 31 ธันวาคม 2560 หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท โดยรถหรืออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถเสียหายจากการถูกน้ำท่วมเนื่องจากอุทกภัยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวและอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่เกิดอุทกภัย และต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้เช่าซื้อรถ

3. ชอปช่วยชาติ หักลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท จากการซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและขอหลักฐานใบกำกับภาษีเต็มรูป ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2560

ตารางแสดงรายการสินค้าและบริการที่สามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนทางภาษี






(2) กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล หักค่าลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท

1. เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษาและการกีฬา หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

2. เงินบริจาค หักได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน


(3) กรณีกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง หักค่าลดหย่อนได้ 60,000 บาท

1. เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษาและการกีฬา หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของ เงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

2. เงินบริจาค หักได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน


ข้อมูล ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2560
ขอบคุณข้อมูลจาก กรมสรรพากร

กลับสู่สารบัญ



การวางแผนการซื้อรถยนต์

1.สำรวจความจำเป็น

การซื้อรถสักคันเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่พอสมควร ดังนั้นก่อนที่พาร์ทเนอร์จะตัดสินใจซื้อรถสักคน ควรสำรวจความจำเป็นก่อนว่า เรามีความจำเป็นต้องใช้รถแค่ไหน หากพาร์ทเนอร์มีความรู้สึกแค่ อยากได้รถ นั่นอาจจะยังเป็นเหตุผลที่ไม่จำเป็นพอในการซื้อรถ แต่ถ้าหากพาร์ทเนอร์ มีความจำเป็น ในการใช้รถสักคัน เพราะการมีรถสักคน อาจจะช่วยให้พาร์ทเนอร์สะดวกสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะในแง่ของการใช้ชีวิตประจำวัน ในแง่ของการทำงาน หรืออื่น หากมั่นใจแล้ว พาร์ทเนอร์ควรเริ่มวางแผนการเงินเพื่อซื้อรถสักคนได้เลย

2.สำรวจวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

นอกจากความจำเป็น ที่หากมั่นใจแล้วว่า รถนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันที่จะช่วยให้พาร์ทเนอร์ดำเนินชีวิตง่ายขึ้น ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญ นั่นก็คือการสำรวจจุดประสงค์ของการมีรถไว้ใช้งาน เพราะแต่ละคนมีจุดประสงค์แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเลือกรุ่นของรถ ประกอบการตัดสินใจ เช่น

- ต้องการมีรถเพื่อใช้เดินทางกับครอบครัว
- ต้องการมีรถเพื่อใช้ขนของ ใช้งานหนัก
- ต้องการมีรถเล็กๆเพื่อความคล่องตัว
- ต้องการมีรถราคาค่อนข้างสูงเพื่อรสนิยมส่วนตัว
- ต้องการมีรถที่ประยัดเชื้อเพลิง
- อื่น ๆ อีกมากมาย


3.การตัดสินใจระหว่าง ซื้อสด หรือ ซื้อผ่อน

เนื่องจากรถหนึ่งคัน ราคาค่อนข้างสูงมาก และน้อยคนที่จะมีเงินก้อนไว้ในมือ ดังนั้นพาร์ทเนอร์ควรศึกษาถึงรายละเอียดของการซื้อรถแบบผ่อน โดยข้อสังเกตุหลักๆ นั่นคือ เมื่อดาวน์ต่ำ จำนวนเงินการผ่อนก็จะน้อยลงตามไปด้วย แต่ระยะเวลาของการผ่อนจะนานมากขึ้น ปัจจัยสำคัญที่พาร์ทเนอร์ควรศึกษาให้ถี่ถ้วน คือ
- ระยะเวลา
- จำนวนเงินในการผ่อน
- ดอกเบี้ย
ดาวน์น้อย ผ่อนน้อย ระยะนาน => ดอกเบี้ยแพง
ดาวน์มาก ผ่อนเยอะ ระยะสั้น => ดอกเบี้ยต่ำลงมา

ราคาและภาระหนี้สิน (ค่างวดผ่อนต่อเดือน)

พาร์ทเนอร์อาจจะสงสัยว่า นอกจากการคำนวณดอกเบี้ย การดาวน์ และระยะเวลาในการผ่อนจ่ายแล้วนั้น ควรมีหลักการในการคำนวณค่างวดในการผ่อนต่อเดือน ที่จะไม่ทำให้เราลำบาก หรือหนักจนเกินไปกันอย่างไร สำหรับการซื้อรถคันนึงนั้น หากมั่นใจว่าเรามีกำลังในการผ่อน การมีรถสักคันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป แต่หากพาร์ทเนอร์ลองไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า การผ่อนรถสักคน อาจจะหนักจนเกินไป เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะคำนึงถึงกำลังการผ่อนของตนเอง เพื่อให้ให้ภาระหนี้สินกลายเป็นปัญหาที่ลำบากในอนาคต

หลักการคิดเบื้องต้นง่ายๆคือ

การซื้อด้วยเงินสด
หากพาร์ทเนอร์ต้องการซื้อรถด้วยเงินสด พาร์ทเนอร์ควรคำนวณมูลค่าทรัพสิทย์ทั้งหมด จากนั้นควรพิจารณาราคารถ ซึ่งไม่ควรเกินประมาณ 20% ของทรัพย์สินที่มี(หักลบจากหนี้แล้วเท่านั้น) เช่น หากรถที่พาร์ทเนอร์อยากซื้อ มีราคาประมาณ 800,000 บาท พาร์ทเนอร์ควรมีทรัพย์สินอย่างน้อย 800,000/0.20 = 4,000,000 บาท

การซื้อด้วยเงินผ่อน
เงินที่พาร์ทเนอร์ต้องผ่อนรถ พาร์ทเนอร์ต้องคิดคำนวณภาระเงินผ่อนอื่นๆที่มีอยู่ เช่น บัตรเครดิต หรือ โทรศัพท์มือถือ จากนั้น เมื่อคืดรวมกับเงินผ่อนราคารถ ควรรวมกันไม่เกินประมาณ 30% ของรายได้ต่อเดือน แต่พาร์ทเนอร์บางคนยังต้องผ่อนภาระอื่นๆ เช่น บ้าน เป็นต้น ควรคิดรวมกับเงินผ่อนรถไม่เกินประมาณ 40 % ของรายได้ต่อเดือน พาร์ทเนอร์ต้องอย่าลืมว่า การมีรายได้แล้วโดนหักไปกว่าครึ่งนั้น จะทำให้การใช้ชีวิตลำบากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยดีเดียวในด้านการจับจ่าย ดังนั้น นี่จะเป็นปัจจัยในการเลือกราคารถให้พาร์ทเนอร์ได้คิดกันอย่างรอบคอบมากขึ้น

แกร็บได้นำเอาสูตรการคิดราคารถที่เหมาะสมมาฝากพาร์ทเนอร์ เผื่อไว้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ
- ราคารถที่เหมาะสม = (เงินผ่อนต่อเดือน x จำนวนเดือนที่ผ่อน)/(1+ดอกเบี้ย) x %ยอดเงินกู้)
ตัวอย่างการคำนวณ : ถ้าเราผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 7,500 และจะผ่อน 6 ปี (72 เดือน) ดอกเบี้ยกู้รถอยู่ที่ 3.50% ต่อปี และจะกู้ 90% ของราคารถ (ดาวน์ 10%)
ดังนั้น ราคารถที่เหมาะสม ไม่ควรจะเกิน (7,500 x 72)/[(1+0.035) x 0.90] = 579,710 บาท หรือประมาณ 580,000 บาท นั่นเอง